จิตอาสา (Volunteer Spirit)


งานช่วยเหลือผู้ประสบภัยและอุบัติเหตุ เป็นงานที่เราต้องทำงานแข่งกับเวลาอันมีค่าที่จะยืดเยื้อชีวิตของคนเราให้มีโอกาสได้รอดพ้นจากการเสียชีวิตได้มากที่สุด และรวมถึงทรัพย์สินจะเสียหายมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่พวกเราเข้าไประงับเหตุได้ทันท่วงที  โดยการคาดหวังของผู้ประสบภัยที่ใช้ช่องทางติดต่อสื่อสารและรอคอยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้ามาจุดที่เกิดเหตุ  ดังนั้นงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยและอุบัติเหตุ เป็นงานเพื่อสังคมที่เล่งเห็นคุณค่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์ จึงจำเป็นต้องใช้บุคลากรในการปฎิบัติงานที่มีคุณสมบัติคือ
1. ที่มีจิตอาสา (Volunteer Spirit) คือ ผู้ที่มีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เช่น ให้สิ่งของ ให้เงิน ให้ความช่วยเหลือด้วยกำลังแรงกาย แรงสมอง ซึ่งเป็นการเสียสละ สิ่งที่ตนเองมี แม้กระทั่งเวลา เพื่อเผื่อแผ่ ให้กับส่วนรวม… อีกทั้งยังช่วยลด “อัตตา” ตัวเราของเราลงได้
2. จิตสาธารณะ (Public mind, Public consciousness) คือ ความรู้สึกของบุคคลที่มองเห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วรู้สึกอยากเข้าไปมีส่วนในการช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่างๆ ด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น ที่เป็นปัญหา หรือเกิดความเดือดร้อน โดยรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ในความรับผิดชอบ พร้อมลงมือปฏิบัติร่วมช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่สังคมของเราร่วมกับผู้อื่น หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นน้ำใจของคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันในสังคมด้วยความเต็มใจโดยไม่หวังผลใดๆ ตอบแทน
      ซึ่งบุคคลกรมีคุณสมบัติเหล่านี้เราจะพบได้จาก มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิปอเต็กตึ้งและมูลนิธิต่างๆ จึงจัดได้ว่าเป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่มีการบริหารจัดการประสานงานระหว่างหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องและความซับซ้อนระดับสายบังคับบัญชาที่มีขั้นตอนและจำนวนน้อยทำให้การปฎิบัติงานมีความคล่องตัวเข้าถึงประชาชนในการตอบสนองและช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ได้หวังผลตอบแทนจากทรัพย์สินเงินทองของผู้ประสบภัย และบุคคลากรเจ้าหน้าเหล่านี้ที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยส่วนใหญ่จะมาช่วยโดยความสมัครใจไม่มีเงินเดือนและค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น (ทำเพื่อได้บุญกุศลมีจิตเมตตาเสียสละและปล่อยวางกิเลส)  แต่เนื่องจากงานอุบัติเหตุ ภัยจากท้องถนนทางรถยนต์และการรักษาพยาบาลฉุกเฉินมีจำนวนสถิติการเกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้งทำให้เจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานประเภทนี้ จึงมีความตื่นตัวมีทักษะและประสบการณ์แก้ปัญหาหน้างานได้รวดเร็วแม่นยำเสมือนเป็นการฝึกซ้อมไปในตัว
    ซึ่งแตกต่างกับงานค้นหาและช่วยเหลือ อากาศยานและเรือที่ประสบภัยทางทะเล ที่ประกอบไปด้วยหน่วยงานภาครัฐต่างๆที่ร่วมบูรณาการประมาณ 17 หน่วยงานขึ้นไป เพื่อเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล ฉบั้บปี 1979 (พศ. 2522) (International on Maritime Search and Rescue, 1979)
ซึ่งมีสาระที่สำคัญคือ ให้มวลสมาชิกทุกประเทศจะต้องจัดตั้งหน่วยงาน RCC  (Rescue Co – Ordination Center) ศูนย์ประสานงานค้นหาและช่วยเหลือ ซึ่งประเทศไทย ได้จัดตั้ง
ตั้งกรมการบินพานิชย์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัยแห่งชาติ Rescue Coordination Centre  (RCC Bangkok) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2521 (คศ. 1978)   เป็นต้นมา แต่เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นกรรมการร่วมตามภารกิจงานค้นหาและช่วยเหลือ อากาศยานและเรือที่ประสบภัยทางทะเล      

 หน่วยงานภาครัฐกลุ่มงาน SAR ในเรื่องตัวบุคลากรสายงานผู้บังคับบัญชาในการปฎิบัติงานและความเข้าใจความจำเป็นในงานการช่วยเหลื่อและค้นหาผู้ประสบภัยอุบัติเหตุรวมถึงผู้บริหารหน่วยงานนั้น สืบเนื่องมาจากจำนวนสถิติการเกิดเหตุในแต่ละปีมีจำนวนน้อยหรือบางครั้ง 5 ปี เกิดขึ้นครั้งหนึ่งแต่ถ้าเกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเสียชีวิตเป็นจำนวนมากส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทยลดลงอย่างมาก ในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง
    สืบเนื่องประเทศไทยมีจำนวนสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางด้านเรือมีจำนวนน้อยส่งผลให้
1. ปัญหาด้านบุคลากร

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โครงสร้าง องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ IMO

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization หรือ IMO)

ประเภทของอุบัติภัยที่เกิดกับเรือเดินทะเล NATURE OF DISTRESS